วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ชาวสวนยางภาคใต้เดือดร้อน
บทความ ปัญหาราคายางตกต่ำ
ปัญหาราคายางตกต่ำจากเดิมเคยขายยางแผ่นได้ ก.ก.ละ 100 บาท ตอนนี้ยางแผ่น ก.ก.ละ 25-40 บาท
ชาวสวนยางภาคใต้ได้รับความเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะชาวสวนยางรายย่อย
จึงเป็นที่มาของการเข้ามาช่วยเหลือชาวสวนยางภาพใต้ในชื่อ เงินช่วยเหลือชาวสวนยาง
โดยรัฐบาลทหารจะให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องลงไปหาข้อมูลผู้เดือดร้อน เบื้องต้นจะให้เงินแก่ชาวสวนยาง
เป็นเงินจำนวน 1000 บาทต่อไร่ ต่อผู้ปลูกยางไม่เกิน 20-25 ไร่
ด้านชาวสวนยางภาคใต้กล่าวว่า ได้เงินช่วยเหลือ 1000 ต่อไร่นั้นน้อยกว่ารัฐบาลก่อนที่ให้เงินช่วยเหลือถึง 2200 บาทต่อไร่ ตอนนี้จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า จะช่วยเหลือเท่าไหร่
เมื่อนายบกทหารไปเยือนต่างประเทศ มีจีน เยรมัน ได้กล่าวว่า เราจะได้ไปพูดเรื่อง การค้าขายยางพารา ส่วนการตกลงซื้อขายกันอย่างไร เมื่อไหร่ นั้นไม่มีข้อมูลว่า การเจราว่าอย่างไร แต่ถ้านายกทหารบินกลับมาต้องให้ข่าวว่า ผมทำดีที่สุดแล้ว ไปต่างประเทศมาได้อะไรเยอะแยอะ พวกคุณอย่าพูกมาก
ทางด้านนักวิชาการที่ได้รับเชิญเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรฐกิจ ปัญหาราคายางตกต่ำ กล่าวว่า ผู้เดือดร้อนเป็นรายย่อย ส่วนรายใหญ่ไม่เดือดร้อน การช่วนเหลือชาวสวนยางก็เหมือนการช่วยเหลือชาวนา และที่สำคัญ นักวิชาการกล่าวว่า การแก้ปัญหายางราคาตกต่ำ ไม่สามารถทำได้เพราะ ราคายางเป็นไปตามกลไกลตลาดโลก การให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางจึงไม่เกิดประโยชน์อะไร
ในสังคมโซเชี่ยวมีเดี่ยจึงออกมาให้ข้อคิดเห็นว่า ยางปลูกนานกว่าปลูกข้าว ปีหนึ่งกรีดยางได้เพี่ย 2 ครั้ง
การลงทุนก็สูกกว่าการปลูกข้าว ปลูกยางพาราต้องใช้เวลาถึง 7 ปีจึงจะสามารถกรีดยางได้
สรุป ผลการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ รัฐบาลทหารได้ทำแล้วคือ
1. นายกทหารได้เดินทางไปต่างประเทศคุยเรื่องยางให้แล้ว
2. นักวิชาการว่า ให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางไม่มีประโยชน์
3. ตกลงชาวสวนยางจะได้เงินช่วยเหลือไร่ละเท่าไหร่
คำถาม ขาวสวนยางเป็นผู้เดือดร้อน หรือ เป็นตัวการ์ตูน ให้ภาครัฐปั่นกระแสไปวันๆอย่างนั้นหรือ.
ปัญหาราคายางตกต่ำจากเดิมเคยขายยางแผ่นได้ ก.ก.ละ 100 บาท ตอนนี้ยางแผ่น ก.ก.ละ 25-40 บาท
ชาวสวนยางภาคใต้ได้รับความเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะชาวสวนยางรายย่อย
จึงเป็นที่มาของการเข้ามาช่วยเหลือชาวสวนยางภาพใต้ในชื่อ เงินช่วยเหลือชาวสวนยาง
โดยรัฐบาลทหารจะให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องลงไปหาข้อมูลผู้เดือดร้อน เบื้องต้นจะให้เงินแก่ชาวสวนยาง
เป็นเงินจำนวน 1000 บาทต่อไร่ ต่อผู้ปลูกยางไม่เกิน 20-25 ไร่
ด้านชาวสวนยางภาคใต้กล่าวว่า ได้เงินช่วยเหลือ 1000 ต่อไร่นั้นน้อยกว่ารัฐบาลก่อนที่ให้เงินช่วยเหลือถึง 2200 บาทต่อไร่ ตอนนี้จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า จะช่วยเหลือเท่าไหร่
เมื่อนายบกทหารไปเยือนต่างประเทศ มีจีน เยรมัน ได้กล่าวว่า เราจะได้ไปพูดเรื่อง การค้าขายยางพารา ส่วนการตกลงซื้อขายกันอย่างไร เมื่อไหร่ นั้นไม่มีข้อมูลว่า การเจราว่าอย่างไร แต่ถ้านายกทหารบินกลับมาต้องให้ข่าวว่า ผมทำดีที่สุดแล้ว ไปต่างประเทศมาได้อะไรเยอะแยอะ พวกคุณอย่าพูกมาก
ทางด้านนักวิชาการที่ได้รับเชิญเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรฐกิจ ปัญหาราคายางตกต่ำ กล่าวว่า ผู้เดือดร้อนเป็นรายย่อย ส่วนรายใหญ่ไม่เดือดร้อน การช่วนเหลือชาวสวนยางก็เหมือนการช่วยเหลือชาวนา และที่สำคัญ นักวิชาการกล่าวว่า การแก้ปัญหายางราคาตกต่ำ ไม่สามารถทำได้เพราะ ราคายางเป็นไปตามกลไกลตลาดโลก การให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางจึงไม่เกิดประโยชน์อะไร
ในสังคมโซเชี่ยวมีเดี่ยจึงออกมาให้ข้อคิดเห็นว่า ยางปลูกนานกว่าปลูกข้าว ปีหนึ่งกรีดยางได้เพี่ย 2 ครั้ง
การลงทุนก็สูกกว่าการปลูกข้าว ปลูกยางพาราต้องใช้เวลาถึง 7 ปีจึงจะสามารถกรีดยางได้
สรุป ผลการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ รัฐบาลทหารได้ทำแล้วคือ
1. นายกทหารได้เดินทางไปต่างประเทศคุยเรื่องยางให้แล้ว
2. นักวิชาการว่า ให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางไม่มีประโยชน์
3. ตกลงชาวสวนยางจะได้เงินช่วยเหลือไร่ละเท่าไหร่
คำถาม ขาวสวนยางเป็นผู้เดือดร้อน หรือ เป็นตัวการ์ตูน ให้ภาครัฐปั่นกระแสไปวันๆอย่างนั้นหรือ.
วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557
บทความ คดีที่น่าสนใจ คดีคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
บทความ คดีที่น่าสนใจ คดีคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
เมื่อวันนี้ที่ 7 สิงหาคม 2557 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีหมายเลขดำที่ อ.1036/ 2552 ระหว่าง พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยาก ร 1 โจทก์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ 1
นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ 2
นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ. แมเนเจอร์ฯ ที่ 3.
นางสาวยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ ที่ 4 จำเลย
ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรั พย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 311,312 (1) (2) (3) , 313
โจทก์ฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2540 จำเลยทั้ง 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทำสำเนารายงานการประชุมข องกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จ ว่า มีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกัน เงิน
กู้ให้กับบริษัทเดอะ เอ็ม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยที่ 1
เป็นผู้ถือหุ้น กับธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) รวม 6 ครั้ง เป็นเงินจำนวน
1,078 ล้านบาท
โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุม กรรมการบริษัท และเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 จำเลยทั้งสี่ยังร่วมกันยอมให้มี การเปลี่ยนแปลง ตัดทอนทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็น จริง และยังไม่ได้นำภาระการค้ำประกัน เงินกู้ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรายการที่ทำให้รายได ้ของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ เปลี่ยนแปลงผิดปกติ ซึ่งต้องแสดงรายการไว้ในงบการเง ินประจำปี 2539 ถึง 2541 และจะต้องนำส่งให้ตลาดหลักทรัพย ์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลัก ทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)เพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมทั้งเป็นการลวงให้นักลงทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้รับรู้ถึงก ารค้ำประกันหนี้ดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา และแขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม. เกี่ยวพันกัน
จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่ อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิ ดตามฟ้องโดยการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และประมวลกฎหมายอาญา 83,91 ให้ลงโทษ
จำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 17 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 85 ปี
จำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุก 5 ปี และ
จำเลยที่ 4 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 13 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 65 ปี
จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพเป็นโยชน์แก่การ พิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก
จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 42 ปี 6 เดือน
จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 6 เดือน
จำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน
แต่เนื่องจากความผิดตามบทบ ัญญัติของกฎหมายที่ลงโทษจำเลยมี อัตราโทษสูงสุดไม่เกิน 10 ปี จึงลงโทษจำเลยได้ไม่เกิน 20 ปี ตามมาตรา 91(2)
จึงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี
จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ คดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเล ยที่ 2 ที่ไม่อุทธรณ์ จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้ นต้น
ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของทั้ง 3 ฟังไม่ขึ้น
จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้ น
คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี แต่เป็นการลงโทษจากการกระทำความ ผิดหลายกระทง โดยลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลช ั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหา ข้อเท็จจริง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณ าความอาญา มาตรา 218 ที่วรรคแรกบัญญัติว่า ในคดีท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตา มศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน ้อย และให้ลงโทษจําคุกจําเลยไม่เกิน ห้าปี หรือปรับหรือท้ังจําทั้งปรับแต่ โทษจําคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้ คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้ อกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภ าพ ซึ่งหมายความว่ายอมรับว่า ได้กระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องจริ ง จึงแทบจะไม่มีประเด็นในปัญหาข้อ กฎหมายที่จะฎีกาได้
ประเด็นในข้อเท็จจริ งจะต้องให้ผู้พิพากษาที่ได้พิจา รณาหรือลงชื่อในพิพากษาคดีนี้หร ือทำความเห็นแย้งทั้งในศาลชั้นต ้นและศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา จึงจะฎีกาได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจา รณาความอาญา มาตรา 221
ถ้าจำเลยทั้ง 3 ไม่ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้ฎี กาในปัญหาข้อเท็จจริง และไม่มีข้อกฎหมายที่จะฎีกา ก็ต้องถูกจำคุกตามคำพิพากษาศาลอ ุทธรณ์
สรุป... กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่...ขึ้นอยู่กับผู้ใช้กฎหมาย ตามหลักปรัชญา ถ้าผู้พิพากษาขายตัว รับสินบน หรือ กลัวตายจากมาเฟียข่มขู่ การยิงถล่มศาลด้วย M79 หรือ การขู่ทำร้ายคนในครอบครัว ความเป็นธรรมก็จะไม่เกิดขึ้นกับบ้านกับเมือง จำเลยก็จะลอยนวล มีตัวอย่าง การไล่ออกผู้พิพากษาที่ทุจริตรับสินบน พัวพันเรื่อง การให้ประกันตัวพ่อค้ายาเสพติด ที่เกิดขึ้นเร็วๆนี้เป็นต้น
แต่ก็มีผู้พิพากษาดีๆอีกมากมาย ที่ยึดหลักคุณธรรมและมีมโนธรรมในการพิจารณาคดี
หลักใหญ่ๆในการพิจารณาคดีให้เกิดความเป็นธรรม ก็จะขึ้นอยู่กับพยานบุคคล พยานหลักฐาน พยานเอกสาร และ ดุลพินิจของผู้พิพากษา มาพิจารณาร่วมกับตัวบทกฎหมาย
เมื่อวันนี้ที่ 7 สิงหาคม 2557 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีหมายเลขดำที่ อ.1036/
นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ 2
นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ. แมเนเจอร์ฯ ที่ 3.
นางสาวยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ ที่ 4 จำเลย
ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรั
โจทก์ฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2540 จำเลยทั้ง 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทำสำเนารายงานการประชุมข
โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุม
จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่
จำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 17 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 85 ปี
จำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุก 5 ปี และ
จำเลยที่ 4 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 13 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 65 ปี
จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพเป็นโยชน์แก่การ
จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 42 ปี 6 เดือน
จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 6 เดือน
จำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน
แต่เนื่องจากความผิดตามบทบ
จึงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี
จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ คดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเล
ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของทั้ง 3 ฟังไม่ขึ้น
จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้
คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี แต่เป็นการลงโทษจากการกระทำความ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณ
จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้
ประเด็นในข้อเท็จจริ
ถ้าจำเลยทั้ง 3 ไม่ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้ฎี
สรุป... กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่...ขึ้นอยู่กับผู้ใช้กฎหมาย ตามหลักปรัชญา ถ้าผู้พิพากษาขายตัว รับสินบน หรือ กลัวตายจากมาเฟียข่มขู่ การยิงถล่มศาลด้วย M79 หรือ การขู่ทำร้ายคนในครอบครัว ความเป็นธรรมก็จะไม่เกิดขึ้นกับบ้านกับเมือง จำเลยก็จะลอยนวล มีตัวอย่าง การไล่ออกผู้พิพากษาที่ทุจริตรับสินบน พัวพันเรื่อง การให้ประกันตัวพ่อค้ายาเสพติด ที่เกิดขึ้นเร็วๆนี้เป็นต้น
แต่ก็มีผู้พิพากษาดีๆอีกมากมาย ที่ยึดหลักคุณธรรมและมีมโนธรรมในการพิจารณาคดี
หลักใหญ่ๆในการพิจารณาคดีให้เกิดความเป็นธรรม ก็จะขึ้นอยู่กับพยานบุคคล พยานหลักฐาน พยานเอกสาร และ ดุลพินิจของผู้พิพากษา มาพิจารณาร่วมกับตัวบทกฎหมาย
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)