วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชาวสวนยางภาคใต้เดือดร้อน

บทความ ปัญหาราคายางตกต่ำ 

ปัญหาราคายางตกต่ำจากเดิมเคยขายยางแผ่นได้ ก.ก.ละ 100 บาท ตอนนี้ยางแผ่น ก.ก.ละ 25-40 บาท
ชาวสวนยางภาคใต้ได้รับความเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะชาวสวนยางรายย่อย

จึงเป็นที่มาของการเข้ามาช่วยเหลือชาวสวนยางภาพใต้ในชื่อ เงินช่วยเหลือชาวสวนยาง
โดยรัฐบาลทหารจะให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องลงไปหาข้อมูลผู้เดือดร้อน เบื้องต้นจะให้เงินแก่ชาวสวนยาง
เป็นเงินจำนวน 1000 บาทต่อไร่ ต่อผู้ปลูกยางไม่เกิน 20-25 ไร่

ด้านชาวสวนยางภาคใต้กล่าวว่า ได้เงินช่วยเหลือ 1000 ต่อไร่นั้นน้อยกว่ารัฐบาลก่อนที่ให้เงินช่วยเหลือถึง 2200 บาทต่อไร่ ตอนนี้จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า จะช่วยเหลือเท่าไหร่

เมื่อนายบกทหารไปเยือนต่างประเทศ มีจีน เยรมัน ได้กล่าวว่า เราจะได้ไปพูดเรื่อง การค้าขายยางพารา ส่วนการตกลงซื้อขายกันอย่างไร เมื่อไหร่ นั้นไม่มีข้อมูลว่า การเจราว่าอย่างไร แต่ถ้านายกทหารบินกลับมาต้องให้ข่าวว่า ผมทำดีที่สุดแล้ว ไปต่างประเทศมาได้อะไรเยอะแยอะ พวกคุณอย่าพูกมาก

ทางด้านนักวิชาการที่ได้รับเชิญเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรฐกิจ ปัญหาราคายางตกต่ำ กล่าวว่า ผู้เดือดร้อนเป็นรายย่อย ส่วนรายใหญ่ไม่เดือดร้อน การช่วนเหลือชาวสวนยางก็เหมือนการช่วยเหลือชาวนา และที่สำคัญ นักวิชาการกล่าวว่า การแก้ปัญหายางราคาตกต่ำ ไม่สามารถทำได้เพราะ ราคายางเป็นไปตามกลไกลตลาดโลก การให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางจึงไม่เกิดประโยชน์อะไร

ในสังคมโซเชี่ยวมีเดี่ยจึงออกมาให้ข้อคิดเห็นว่า ยางปลูกนานกว่าปลูกข้าว ปีหนึ่งกรีดยางได้เพี่ย 2 ครั้ง
การลงทุนก็สูกกว่าการปลูกข้าว ปลูกยางพาราต้องใช้เวลาถึง 7 ปีจึงจะสามารถกรีดยางได้

สรุป  ผลการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ รัฐบาลทหารได้ทำแล้วคือ
         1. นายกทหารได้เดินทางไปต่างประเทศคุยเรื่องยางให้แล้ว
         2. นักวิชาการว่า ให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางไม่มีประโยชน์
         3. ตกลงชาวสวนยางจะได้เงินช่วยเหลือไร่ละเท่าไหร่

คำถาม  ขาวสวนยางเป็นผู้เดือดร้อน หรือ เป็นตัวการ์ตูน ให้ภาครัฐปั่นกระแสไปวันๆอย่างนั้นหรือ.


คิดถึงปักษ์ใต้

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทความ คดีที่น่าสนใจ คดีคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

 บทความ คดีที่น่าสนใจ คดีคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

     เมื่อวันนี้ที่ 7 สิงหาคม 2557 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
     คดีหมายเลขดำที่ อ.1036/2552 ระหว่าง พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 โจทก์   นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ 1
นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ 2
นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ. แมเนเจอร์ฯ ที่ 3.
นางสาวยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ ที่ 4 จำเลย
ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 311,312 (1) (2) (3) , 313
โจทก์ฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2540 จำเลยทั้ง 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จ ว่า มีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงิน กู้ให้กับบริษัทเดอะ เอ็ม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น กับธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) รวม 6 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 1,078 ล้านบาท
โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุมกรรมการบริษัท และเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 จำเลยทั้งสี่ยังร่วมกันยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง ตัดทอนทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง และยังไม่ได้นำภาระการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรายการที่ทำให้รายได้ของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ เปลี่ยนแปลงผิดปกติ ซึ่งต้องแสดงรายการไว้ในงบการเงินประจำปี 2539 ถึง 2541 และจะต้องนำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)เพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมทั้งเป็นการลวงให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้รับรู้ถึงการค้ำประกันหนี้ดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา และแขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม. เกี่ยวพันกัน
จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโดยการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และประมวลกฎหมายอาญา 83,91 ให้ลงโทษ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 17 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 85 ปี
จำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุก 5 ปี และ
จำเลยที่ 4 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 13 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 65 ปี

จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพเป็นโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก
จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 42 ปี 6 เดือน
จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 6 เดือน
จำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน

แต่เนื่องจากความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ลงโทษจำเลยมีอัตราโทษสูงสุดไม่เกิน 10 ปี จึงลงโทษจำเลยได้ไม่เกิน 20 ปี ตามมาตรา 91(2)
จึงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ คดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ที่ไม่อุทธรณ์ จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของทั้ง 3 ฟังไม่ขึ้น
จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้

คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี แต่เป็นการลงโทษจากการกระทำความผิดหลายกระทง โดยลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ที่วรรคแรกบัญญัติว่า ในคดีท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจําคุกจําเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือท้ังจําทั้งปรับแต่โทษจําคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งหมายความว่ายอมรับว่า ได้กระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องจริง จึงแทบจะไม่มีประเด็นในปัญหาข้อกฎหมายที่จะฎีกาได้
ประเด็นในข้อเท็จจริงจะต้องให้ผู้พิพากษาที่ได้พิจารณาหรือลงชื่อในพิพากษาคดีนี้หรือทำความเห็นแย้งทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา จึงจะฎีกาได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221

ถ้าจำเลยทั้ง 3 ไม่ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และไม่มีข้อกฎหมายที่จะฎีกา    ก็ต้องถูกจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


สรุป... กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่...ขึ้นอยู่กับผู้ใช้กฎหมาย ตามหลักปรัชญา ถ้าผู้พิพากษาขายตัว รับสินบน หรือ กลัวตายจากมาเฟียข่มขู่ การยิงถล่มศาลด้วย M79 หรือ การขู่ทำร้ายคนในครอบครัว ความเป็นธรรมก็จะไม่เกิดขึ้นกับบ้านกับเมือง จำเลยก็จะลอยนวล มีตัวอย่าง การไล่ออกผู้พิพากษาที่ทุจริตรับสินบน พัวพันเรื่อง การให้ประกันตัวพ่อค้ายาเสพติด ที่เกิดขึ้นเร็วๆนี้เป็นต้น

แต่ก็มีผู้พิพากษาดีๆอีกมากมาย ที่ยึดหลักคุณธรรมและมีมโนธรรมในการพิจารณาคดี
หลักใหญ่ๆในการพิจารณาคดีให้เกิดความเป็นธรรม ก็จะขึ้นอยู่กับพยานบุคคล พยานหลักฐาน พยานเอกสาร และ ดุลพินิจของผู้พิพากษา มาพิจารณาร่วมกับตัวบทกฎหมาย