วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 นั้นสำคัญอย่างไร ส.ส.รัฐบาลกำลังจะแก้ไขเพื่อกู้เงินได้โดยไม่ต้องถามประชาชน.

บทความ ส.ส.รัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพื่อมีอำนาจไปทำสัญญากู้เงินกับต่างประเทศ จำนวน 2.2 ล้านๆบาท พร้อมค่าดอกเบี้ย 3.3 ล้านๆบาท รวมเป็นเงิน 5.5 ล้านๆบาท เพื่อนำไปสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง สรุป ประเทศไทยเศรษฐกกิจทรุดทันทีเพราะ ต้องใช้หนี้เป็นระยะเวลา 50 ปี ส่วนนักการเมือง นายก รัฐมนตรี ส.ส. พรรครัฐบาลก็จะได้เงินทอนจากเงินกู้รวยกันกระจุก แต่ลูกหลานไทยจนกระจาย!
มาตรา 190 “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสองคณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในการที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 นั้นสำคัญอย่างไร ส.ส.รัฐบาลกำลังจะแก้ไขเพื่อตัดสิทธิประชาชน

บทความ คนดูไบคำรามสักวันผมมาจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน กฎหมายนี้ถ้าแก้ไขแล้ว ต่อไปพรรคการเมืองของรัฐบาลกระทำการทุจริต โกงกิน กระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะไปฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ต้องไปเสนอต่อสนง.อัยการสูงสุด ถ้าท่านอัยการสูงสุดเป็นขี้ข้ารัฐบาล ผล ความผิดที่รัฐบาลทำก็จะจบและเงียบหายไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สรุป รัฐบาลที่โกงชาติแก้กฎหมายนี้เสร็จก็ใหญ่สุดแล้ว ทุจริตอะไรกฎหมายที่มีใช้ก็ไปไม่ถึง!

มาตรา ๖๘ (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้" มาตรา ๖๘ (วรรคสอง) "ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทําดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดําเนินคดีอาญาต่อผูกระทําการดังกล่าว” ๑.ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ๒.ผู้ทราบการกระทําดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและยื่นคํารองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าว .....นี่คือลายลักษณ์อักษร แห่งรัฐธรรมนูญ ว่าไว้ชัดแล้ว ถ้าเป็นอย่างที่ท่านนักแก้รัฐธรรมนูญต้องการ ก็ต้องมีลายลักษณ์อักษร ว่า ........."เมื่อเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและอัยการสูงสุดได้ความจากการตรวจสอบข้อเท็จริงว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่งจริง ก็ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องหรือคำฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้กระทำยุติการกระทำดังกล่าวต่อไป"......แต่รัฐธรรมนูญ ไม่ได้บัญญัติอย่างนี้.....ท่านจะเดินไปที่อัยการสูงสุดทางเดียวไม่ได้.....ท่านก็จำจะต้องเคารพลายลักษณ์อักษรแห่งรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติวรรคสอง กล่าวไว้ชัด ด้วยคำว่า....."ย่อมมีสิทธิ".....ฉะนั้น ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง....."ย่อมมีสิทธิ"..... ๒ ประการ ในเวลาเดียวกัน คือ.....สิทธิประการที่ ๑.คือ "สิทธิที่จะเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง".....และสิทธิประการที่ ๒.คือ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว.....คำว่าสิทธิไม่ใช่หน้าที่.....สิทธิ.....ใช้ก็ได้.....ไม่ใช้ก็ได้.....หรือ......เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ .....เจ้าของสิทธิตามรัฐธรรมนูญวรรคสอง คือใคร?.....ตอบว่า คือ ประชาชนชาวไทยทุกคนที่พบเห็นหรือทราบการกระทำ.....ถ้าเจ้าของสิทธิ......ไปแจ้งต่ออัยการสูงสุด ก็เป็นทำนองเดียวกับการร้องทุกข์กล่าวโทษในทางอาญา อัยการสูงสุดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ท่านจะตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือท่านจะเพิกเฉยในหน้าที่ ท่านก็รู้อยู่แก่ใจดี.....ถ้าเจ้าของสิทธิ.....ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะสั่งการอย่างไร ท่านก็รู้หน้าที่ของท่านอยู่ เช่นเดียวกัน เพราะท่านทำของท่านอยู่แล้ว คือตราบใดที่ยังไม่มีวิธีพิจารณาในลักษณะเฉพาะเรื่องนี้ ศาลท่านก็หยิบยกเอามาตรา ๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้กับเรื่องนี้เพื่อวินิจฉัยสั่งการ ซึ่งถูกต้องตามหลักกฎหมาย

สุขสันต์วันเกิดส่งถึง...คุณYuyee SweetและคุณSurapat Piwpan

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

กรมสรรพากรค้านเก็บภาษีคนโสด

นางจิตรมณี สุวรรณพูล โฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า กรณีนักวิชาการเสนอแนวคิดให้จัดเก็บภาษีสำหรับคนโสด เพื่อเร่งรัดให้แต่งงานและมีบุตร เนื่องจากโครงสร้างประชากรในอนาคต เริ่มเข้ายุคคนชรามากขึ้นนั้น แนวคิดการจัดเก็บภาษีเงินได้ของกรมสรรพากร ยึดหลักเรื่องความเท่าเทียม และจัดเก็บบนพื้นฐานเงินได้ของแต่ละบุคคล โดยไม่ได้มุ่งเน้นกลุ่มบุคคลจะมีสถานะใด หากมีเงินได้ต้องมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในอัตราเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนโสด หรือมีคู่สมรส
สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละครั้ง กรมสรรพากรจะเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีและความเท่าเทียมกัน ระหว่างหญิงและชาย รวมถึงใช้เครื่องมือในการกระจายรายได้ หากผู้มีเงินได้สูงต้องเสียภาษีสูงในอัตราก้าวหน้า แต่ไม่เคยมีการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเพิ่มประชากรหรือการลด ภาระทางสังคม เพราะคงไม่ใช้หน้าที่หลักของระบบภาษีเป็นเครื่องของรัฐทางด้านเศรษฐกิจในการ หารายได้ให้รัฐและส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า

“ข้อเสนอดังกล่าวขึ้นกับการเลือกของรัฐบาลว่าจะพิจารณานำมาศึกษาให้ ชัดเจน ปัจจุบันมีจำนวนผู้เสียภาษี 10 ล้านคน โดยต้องดูว่าจำแนกเป็นคนโสดหรือสมรสได้หรือไม่ และมองว่าการตัดสินใจมีบุตร หรือเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ ปัจจัยด้านภาษีคงไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่อยู่ที่ความสามารถในการเลี้ยงดูมากกว่า ขณะที่คนโสดหากมีเงินได้ และมีวางแผนดีสามารถหาเลี้ยงตัวเอง มีเงินสะสมเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายยามชราก็จะไม่เป็นภาระแก่สังคม” โฆษกกรมสรรพากรกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ตำรวจกองปราบจับกุมเจ้าของ บริษัทรับจัดทัวร์ท่องเที่ยวหนีคดีฉ้อโกงประชาชน

เวลา 12.30 น.วันที่ 5 ก.ย. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.ท.พรัชต์ศรุต วัชรธนโยธิน สว.กก.1 บก.ป.พร้อมกำลังเข้าจับกุม นายธีระพล พงษ์เวช อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50/1 หมู่ 4 ต.องค์พระ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เจ้าของ หจก.คลับฮอริซ้อน รับจัดทริปเดินทางท่องเที่ยวยังต่างประเทศ ตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ 1359/2553 ลงวันที่ 8 มิ.ย. 2553 ข้อหาฉ้อโกงประชาชน จับกุมได้ที่ถนนหน้าโรงเรียนหอวัง แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.
 
 สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2553 บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด ได้ซื้อทัวร์กับทาง หจก.ดังกล่าวของ นายธีระพล เพื่อเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ เป็นจำนวน 25 คน รวมเป็นเงิน 405,000 บาท แต่เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว กลับไม่ได้เดินทางตามที่มีการจัดทริปดังกล่าว ต่อมาบริษัทผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี ก่อนจะมีการขออนุมัติศาลออกหมายจับเอาไว้ กระทั่งชุดสืบสวน สืบทราบว่า นายธีระพล ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่ย่านโพธิ์สามต้น แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กทม.จึงวางแผนสืบสวนติดตามจับกุมตัวไว้ได้ดังกล่าว

สอบสวนนายธีระพล รับสารภาพว่า เปิด หจก.รับจัดทัวร์ท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2548 ต่อมาเมื่อปี 2553 ได้สั่งซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ จากเอเย่นต์ซี่รายหนึ่งย่านรังสิต เพื่อจะนำมามอบให้กับลูกค้า คือ บริษัทผู้เสียหาย แต่ทางเอเย่นต์ซี่รายดังกล่าว กลับไม่นำตั๋วเครื่องบินมาให้จึงไม่สามารถนำมาให้ลูกค้า เมื่อทราบว่าถูกแจ้งความดำเนินคดี จึงหลบหนีคดี ก่อนจะมาถูกจับกุม อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบประวัติของนายธีระพล พบว่ามีหมายจับคดีฉ้อโกงประชาชน ติดตัวอยู่ถึง 10 คดี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายธีระพล ส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ดำเนินคดีต่อไป

ใช้แก๊สน้ำตาสลายม็อบจ.ประจวบ ตำราจยอมรับ