วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

พิพากษาจำคุก 175 ปี "สมชาติ"อดีตนายกเล็กเมืองตาก

        ศาลจังหวัดตาก เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้พิพากษามีคำพิพากษาในคดีนายสมชาติ เพ็ชรประเสริฐ  อดีตนายกเทศมนตรีเมืองตาก 3 สมัย จำเลยที่ 1กับพวก กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.147 และม. 83 กรณีแอบจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทน ให้กับนายสมหมาย นารีดอกไม้ อดีต ส.ท.เมืองตาก ที่พ้นสมาชิกสภาพการดำรงตำแหน่ง โดยไม่เข้าประชุมเกิน 3 ครั้ง และตั้งฎีกาเบิกเงินค่าป่วยการอันเป็นเท็จ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543-กันยายน 2546โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 ,3 และ6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี  โดยไม่รอลงอาญา ทั้งให้จำเลยร่วมกันจ่ายคืนเงินหลวง

 และคำพิพากษาให้ยกฟ้องนางอัจฉรา สุขารมย์ อดีตผู้อำนวยกองคลัง จำเลยที่ 7 และพนักงานเทศบาลเมืองตาก  นางขนิษฐา ลิ้มสุวรรณ จำเลยที่ 8 และนางสาคร เนื่องพุกก์ จำเลยที่ 9   ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและให้การเป็นประโยชน์กับทางราชการ  และศาลยังมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จำคุก ต่างกรรมความผิด 2-6 ปี  ในความผิดเดิมคดีอาญาหมายเลขดำ ที่ 655/2552 คดีอาญาหมายเลขแดง ที144/2544  รวมกันด้วย

 สรุป นายสมชาติ เพ็ชรประเสริฐ จำเลยที่ 1 อดีตนายกเทศมนตรีเมืองตาก มีความผิดรวม 35 กระทง จำคุก 175 ปี น.ส.ศิริธร มงคลพิทยาธร จำเลยที่ 2 อดีตรองนายก ฯ  มีความผิด 1 กระทง จำคุก 5 ปี นายชาญชัย ถาวรยิ่งสกุล จำเลยที่ 3 อดีตนายกเทศมนตรี มีความผิด 23 กระทง จำคุก 115 ปี นายประเสริฐ บุญช่วย จำเลยที่ 4 อดีตนายกเทศมนตรี มีความผิด 10 กระทง จำคุก 50 ปี นายสุทธิพงษ์ อ่ำเอี่ยม จำเลยที่ 5 อดีตปลัดเทศบาลเมืองตาก มีความผิด  33 กระทง จำคุก 165 ปี นายชัยวิทยา เชียงปิ้ว จำเลยที่ 6 อดีต หน.สำนักงานปลัด ฯ  มีความผิด 12  กระทง จำคุก 60 ปี และเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลย ที่ 1 ,3,5 และ 6  มีกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.91(3)  ส่วน น.ส.ศิริธร มงคลพิทยาธร จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 5 ปี โดยไม่มีการลดหย่อนโทษ

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดับฝันเอกชนไทยประมูลแท็บเล็ตเสนอครม.เคาะจีทูจีกับจีน


  คณะกรรมการแท็บเล็ต ป.1 ดับฝันบริษัทไทยร่วมโครงการ เสนอเดินหน้าจีทูจีกับจีน ให้ครม.เคาะพุธนี้ พร้อมส่งถึงมือเปิดเทอมใหม่ 23 พ.ค.นี้
      
       น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายแท็บเล็ต ที่มี นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน พร้อมนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 ก.พ.นี้พื่อเสนอรูปแบบของการจัดหาว่าจะเป็นแบบไหน โดยจะมีการเสนอการจัดหาแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) หากรัฐบาลเห็นชอบให้มีการจัดหาแบบจีทูจีก็จะไม่มีการประมูล แต่จะให้กระทรวงต่างประเทศไปประสานงานกับประเทศจีน
      
       น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การจัดหาแท็บเล็ต 560,000 เครื่อง เบื้องต้นกำหนดราคาต่อเครื่องไว้ที่ 3,100 บาท และราคาประกอบ 300 บาท รวมราคาแล้ว 3,400 บาท/เครื่อง ซึ่งเป็นราคาที่ตั้งขึ้น ยังไม่ใช่ราคาต่อรอง อย่างไรก็ตาม จะสามารถแจกให้กับนักเรียนชั้น ป.1 ได้ทันเปิดเทอมใหม่นี้วันที่ 23 พ.ค.
ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
       สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจรับสเปกนั้น ทางคณะกรรมการชุดใหญ่จะตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบสเปกตามที่ได้กำหนดไว้ โดยเป็นสเปกเดิม คือ หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว หน่วยบันทึกข้อมูล 16 กิกะไบต์ หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ซีพียู แบบดูอัล คอร์ ไม่ต่ำกว่า 1 กิกะเฮิร์ตซ และหน่วยความจำหลักไม่น้อยกว่า 512 เมกะไบต์ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 3.2 (Honeycomb ) และรองรับ แอนดรอยด์ 4.0 (Ice Cream Sandwich) ได้
      
       รมว.ไอซีที กล่าวว่า ไอซีทียังเร่งผลักดันโครงการสมาร์ท ไทยแลนด์ อย่างต่อเนื่อง โดยจะลงทุน 8 หมื่นล้านบาท กระจายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ ผ่านสายไฟเบอร์ให้เข้าถึงประชากรได้ 80% ในปี 2558 ซึ่งจะเป็นการดำเนินการในลักษณะการใช้เสาสถานีฐานร่วม (Co-site) จากเอกชนทั้งหมดที่มีอยู่ 3.5 หมื่นสถานี
      
       นอกจากนี้ ยังขอให้เอกชนทำหน้าที่กระจายโครงข่ายหลักเข้าถึงผู้ใช้ตามบ้าน หรือ ลาสต์ไมล์ ทั้งหมด 16 ล้านครัวเรือน ผ่านเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ คือ 3 จี แอลทีอี เอฟทีทีเอกซ์ ตั้งเป้าการมีโครงข่ายเข้าถึงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีของประชากรลงจาก 6% เหลือ 3% และ 1%
      
       รวมทั้งจะสามารถทำให้อันดับการน่าลงทุนด้านไอซีทีของไทยขยับสูงมาอยู่ที่อันดับ 34 ภายในปี 2558 หลังจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อันดับไอซีทีของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 37 ตกไป 49 และ 59 เมื่อปีที่ผ่านมา สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่อันดับขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 37 แทนประเทศไทย
      
       ขณะที่การเปิดตัวโครงการสมาร์ท ซิตี้ที่ จ.นครนายก วันที่ 24 ก.พ. นี้จะเป็นต้นแบบของการให้บริการภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การทำธุรกรรมออนไลน์ บริการอีกอฟเวิร์นเมนท์ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชากรใน จ.นครนายกได้มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีรายได้คนละ 8 หมื่นบาทต่อปี

ระทึก !เพลิงไหม้รถยนต์กลางคอนโดหรู


  วันนี้ (19 ก.พ.) ร.ต.อ.ธิติ พันธ์สวัสดิ์ รองสว.ป.สน.ลุมพินี รับแจ้งเหตุเพลิงลุกไหม้รถยนต์ บริเวณภายในอาคารจอดรถของที่พักหรู ภายในซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาสาป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ที่เกิดเหตุ บริเวณลาดจอดรถชั้นที่ 4 ของที่พักหรู แอทธินี เรสซิเด้นซ์ คอดโนมีเนี่ยม ซึ่งมีทั้งหมด 41 ชั้น พบรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอสเคป สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน วฮ 8095 กรุงเทพ จอดอยู่บริเวณลาดจอดรถ ด้านหน้าฝากระโปรงมีกลุ่มควันลอยคุ้งตลบอบอวล เจ้าหน้าที่เร่งระดมฉีดน้ำดับเพลิงที่อยู่ภายใต้ฝากระโปรง และนำอุปกรณ์งัดแงะฝากระโปรง เพื่อเปิดออก ให้ง่ายต่อการควบคุมเพลิง
             จากการสอบสวนพนักงานรักษาความปลอดภัยของคอนโดมีเนี่ยมดังกล่าว ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายชาวต่างชาติ สัญชาติไต้หวัน ที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดมีเนี่ยม ได้วิ่งลงมาด้านล่างอาคารเพื่อแจ้งกับเจ้าหน้าที่ของอาคารว่า รถยนต์ของตัวเองที่ขับขี่มา มีอาการร้อนจัดและมีควันลอยออกมาจากตัวถังรถยนต์ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางมาตรวจสอบ พบว่ารถยนต์ดังกล่าวมีเพลิงลุกไหม้ ที่บริเวณฝากระโปรงหน้ารถและลุกลามเข้าไปติดบริเวณคอนโซรลด้านหน้าบริเวณที่เสียบกุญแจ จึงได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ซึ่งขณะนั้นอุปกรณ์ดับเพลิงที่ติดอยู่บนเพดานได้ฉีดน้ำลงมาทำให้เพลิงไม่ลุกลามต่อเนื่อง
              เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากความร้อนของเครื่องยนต์ ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าวติดตั้งเครื่องยนต์แบบระบบน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะทำการเรียกตัวเจ้าของรถคันดังกล่าวมาสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมกันนี้จะขอภาพวงจรปิดซึ่งติดอยู่บริเวณลาดจอดรถมาตรวจสอบโดยละเอียดต่อไป