วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จำคุก 20 ปี “คนถ่อย” ส่ง SMS หมิ่นเบื้องสูง


  วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.311/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง นายอำพล ตั้งนพกุล อายุ 61 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2), (3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
      
       คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9, 11 และ 22 พ.ค.53 จำเลยใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวพิมพ์ข้อความอันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่นพระเกียรติยศ และหมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จากนั้นจำเลยส่งข้อความดังกล่าวไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ขณะดำรงตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 เหตุเกิดที่แขวงสามเสนใน เขตพญาไท แขวงและเขตดุสิต กทม. ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จ.สมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาอ้างว่าขณะเกิดเหตุนำโทรศัพท์ไปซ่อมที่ร้าน ซ่อมโทรศัพท์แห่งหนึ่งที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล สาขาสำโรง นอกจากนี้ยังส่งข้อความสั้นผ่านทางโทรศัพท์มือถือไม่เป็น
      
       ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า จากการสอบสวนพบว่า โทรศัพท์และหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่านำโทรศัพท์ไปซ่อมนั้น ต่อมาพนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังห้างดังกล่าว ปรากฏว่าจำเลยอ้างว่าจำไม่ได้ว่าซ่อมที่ร้านไหน ทั้งที่จำเลยต้องไปที่ร้านซ่อมโทรศัพท์อย่างน้อย 2 ครั้ง ในวันที่ส่งซ่อมและในวันที่ไปรับโทรศัพท์คืน ส่วนที่จำเลยอ้างว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือไม่เป็น และไม่ทราบว่าหมายเลขผู้รับข้อความเป็นของเลขานุการอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ เชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของโทรศัพท์ และซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ใช้ก่อเหตุ ข้อความมีลักษณะแสดงความอาฆาตมาดร้าย ใส่ความทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทั้งที่ข้อความดังกล่าวล้วนไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง
      
       พิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นบทลงโทษสูงสุด ให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกจำเลยเป็นเวลา 5 ปี จำนวน 4 กระทง รวมจำคุกทั้งสิ้น 20 ปี

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทีมปล้นบ้านปลัดจ่อหอบ 9 ล้านขอมอบตัวอีก 1

 วันนี้ (21 พ.ย) ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดินทางพบ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น.เพื่อประสานข้อมูลกับตำรวจในคดีคนร้ายบุกปล้นบ้าน นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม โดยมี พล.ต.ต.อิทธิพล ภิริยะภิญโญ พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร รองผบช.น.เข้าร่วมหารือ โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง
      
       พล.ต.ต.รณศิลป์ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวล่าสุด คือ นายชยธัช หรือ เอก จันนะชัย อายุ 33 ปี โดย นายเอก ให้การยอมรับว่า เป็นคนบอกข้อมูลเกี่ยวกับบ้านของนายสุพจน์จริง แต่ไม่ได้เป็นคนสั่งการให้เข้าไปปล้น เพียงได้ยินแม่ตนเองที่เป็นอดีตเลขาฯ หน้าห้องของนายสุพจน์ เล่าให้ฟังถึงบ้านนายสุพจน์ จึงทำให้ทราบว่า บ้านสุพจน์มีเงินเป็นจำนวนมาก พอแม่ของตนถูกบีบให้พ้นจากตำแหน่งจนต้องออกจากงาน ตนจึงรู้สึกอัดอั้นตันใจกับเรื่องที่เกิดกับแม่ เลยไปพูดกับ นายบุญสืบ หรือ สืบ โจมกัน อายุ 43 ปี ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับบ้านของนายสุพจน์ ว่า มีเงินจำนวนมาก จนทำให้นายบุญสืบ และพรรคพวกวางแผนเข้าปล้นเงินภายในบ้านนายสุพจน์ จนเป็นข่าวใหญ่โต โดยตนไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย แต่ก็เป็นเพียงคำให้การของนายเอก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องทำการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป ส่วน นางชุติมา (มารดา) จากการสอบปากคำแล้ว เบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่าจะมีเจตนาทำให้เกิดเรื่องการปล้นบ้านของนายสุพจน์ ขึ้น เพียงแต่เล่าให้ลูกชายฟังเกี่ยวกับเรื่องบ้านของนายสุพจน์เท่านั้นเอง
      
       พล.ต.ต.รณศิลป์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เมื่อวาน (20 พ.ย.) ยังได้รับการติดต่อจากนายประพันธ์ ผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ว่าจะขอเข้ามอบตัว โดย นายประพันธ์ กล่าวว่า ตนได้เงินไป จำนวน 9 ล้านบาท แต่ยังไม่ระบุแน่ชัดว่าจะเข้ามอบตัววันไหน ต้องรอให้นายประพันธ์ติดต่อกลับมาอีกครั้ง ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือขณะนี้ได้ส่งชุดติดตามไล่ล่าแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันว่านายวีระศักดิ์ หรือ โก้ เชื้อลี หลบหนีข้ามไปที่ประเทศลาวจริง ในวันที่ 14 หรือ 15 พ.ย.ที่ผ่านมานี้
      
       ต่อมาเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น.เพื่อประสานข้อมูลกับตำรวจในคดีดังกล่าว โดยมี พล.ต.ต.อิทธิพล ภิริยะภิญโญ พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร รองผบช.น.เข้าร่วมหารือโดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง จากนั้น พ.ต.อ.อิทธิพล กล่าวว่า เดินทางมาประสานข้อมูลกับทางตำรวจ หลังจากเมื่อวานนี้ (20 พ.ย.) มีการแถลงจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงทางคดี รวมทั้งดูจำนวนเงินของกลางที่ตำรวจยึดคืนมาได้ว่าตรงกับที่สื่อมวลชนนำเสนอ หรือไม่ จากนั้นก็จะนำข้อมูลทั้งหมดไปเสนอผู้บังคับบัญชาต่อไป ทั้งนี้ หากมีการจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีกก็จะมีการประสานขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก ตำรวจอีกครั้ง แต่อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโดยใช้วิธีประสานงานกันทางโทรศัพท์แทนก็ได้
      
       ต่อมาเมื่อเวลา 14.15 น. พ.ต.อ.ธวัช วงศ์สง่า ผกก.สน.วังทองหลาง พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.วังทองหลาง เดินทางมาที่ บก.สส.บช.น.เพื่อประสานขออายัดเงินของกลางในคดีดังกล่าว เป็นเงินสดกว่า 16 ล้านบาท เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ที่ สน.วังทองหลาง จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด
      
       ด้าน พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้ประสานขอดูเงินสดของกลางในคดีนี้ รวมทั้งตรวจสอบสายรัดเงิน เพื่อตรวจสอบหาแหล่งที่มาของเงิน ส่วนคนร้ายที่เหลืออีก 4 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัว เชื่อว่า จะได้ตัวในเร็ววันนี้ ทั้งนี้ จากการสอบสวนนายชยธัช หรือ เอก จันนะชัย อายุ 34 ปี ผู้ต้องหารายล่าสุดที่เข้ามอบตัว เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ในเบื้องต้นให้การรับสารภาพ แต่พอในชั้นสอบสวนกลับให้การปฏิเสธ แต่ในแนวทางการสืบสวนของตำรวจ รวมถึงจากการสอบปากคำผู้ต้องหาซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในคดีที่ถูกจับกุมตัวได้ ก่อนหน้านี้ก็ได้ให้การซัดทอดไปถึงนายชยธัช
      
       อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายวีระศักดิ์ หรือ โก้ เชื้อลี อายุ 36 ปี หัวหน้าแก๊งได้ ก็เชื่อว่า ความจริงทุกอย่างจะกระจ่างชัดมากขึ้น โดยในขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามนายโก้ไปยังประเทศลาว และประสานงานกับตำรวจฝั่งลาวในการร่วมมือติดตามจับกุมตัวนายโก้ คาดว่า น่าจะได้ตัวเร็วๆ นี้

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เจ๊ติ๋มพาไอ้เอกมอบตัว-ปล้นปลัด

สว.ร่วมจี้นายกฯแถลงย้ำไม่ออกพรฎ.เอื้อ‘แม้ว’




 นางพรพันธุ์ บุญยรัตพันธุ์ ส.ว. สรรหา กล่าวว่า ขอฝากไปยังนายกฯ เนื่องจากทราบว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ออกมาแถลงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาพ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ.2554 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บุคคลที่ต้องคำพิพากษาแต่หลบหนีไม่ยอมรับโทษ ให้ได้รับการอภัยโทษร่วมกับนักโทษหมู่มากที่ต้องโทษอยู่แล้ว เป็นการนำการนิรโทษกรรมมาปะปนกับการอภัยโทษ โดยการใช้อำนาจบริหารไปล้มคำสั่งของศาล นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประชา ยืนยันว่าจะคงไว้ซึ่งฐานความผิดที่ไม่ควรให้อภัยโทษ คือความผิดคดียาเสพติดและความผิดฐานทุจริต ถ้าลบล้างออกไปเท่ากับรัฐบาลหลอกลวงประชาชนมาตั้งแต่ต้น เพราะเคยระบุไว้ในการแถลงนโยบายว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการของ รัฐบาลนี้

 “ถ้ามีการถวายพ.ร.ฎ.ที่ด่างพร้อยเช่นนี้ โดยให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยมีนักโทษจำนวน 26,000 คนเป็นตัวประกัน เท่ากับเป็นการกดดันพระองค์ท่านอย่างชัดเจน และคนไทยที่จงรักภักดียังมีมากกว่า 50 ล้านคนคงจะไม่ยอม ทางที่ดีที่สุดขอให้นายกฯ แถลงย้ำให้ประชาชนมั่นใจและสบายใจมากกว่านี้” นางพรพันธุ์ กล่าว

 การเรียกร้องนายกฯ ให้ออกมาแถลงเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ ยังมี นายสมชาย แสวงการ และนางนรีวรรณ จินตกานนท์ ส.ว.สรรหา

นครบาลจับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้า-ยาไอซ์ พร้อมของกลางกว่า 70 ล้านบาท


วันนี้ (21 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.วินัย ทองสอง รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ รอง ผบช.น. และพล.ต.ต.สมชาย พัชรอินโต ผบก.น.5 แถลงการจับกุม นายสายันต์ หรือกิ๊ก ห้วยหงษ์ทอง อายุ 25 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้า 228,000 เม็ด มูลค่าประมาณ 68.4 ล้านบาท ยาไอซ์ มูลค่า 11.5 ล้านบาท รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวิช สีดำ 1 คัน เครื่องชั่งดิจิตอล 1 เครื่อง และซองพลาสติกใส 17 ซอง สามารถจับได้ที่ถนนทางเข้าห้องพักเลขที่ 515/286 ชั้น 19 อาคารศุภาลัย โอเรียนทัลเพลส กลางซอยสวนพลู 8 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม.
      
       พล.ต.ต.วินัยเปิดเผยว่า จากการสอบสวนขยายผลการจับกุมผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย ซึ่งถูกจับกุมในท้องที่ สน.พระโขนง ทราบว่ามีผู้จำหน่ายยาเสพติดรายสำคัญ และจะนำยาเสพติดมาส่งย่านพระโขนง โดยมีผู้จำหน่ายชื่อนายเอ็ม (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ใช้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวิช สีดำ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สืบสวนข้อมูลจากสายลับ ทราบว่านายเอ็มได้พักอาศัยอยู่ที่บริเวณภายในซอยสวนพลู 8 จึงได้เฝ้าดูมาโดยตลอด และได้พบรถคันดังกล่าววิ่งเข้าออกซอยเป็นประจำ ซึ่งตรงตามลักษณะที่ได้ข้อมูลมา จึงแสดงตัวและเข้าทำการตรวจค้น พบว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ขับขี่ และพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ 2 หมื่นเม็ด และซุกซ่อนอยู่ในบ้านพักอีก 2 แสนกว่าเม็ด มูลค่ากว่า 68 ล้านบาท
        จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำมาแล้ว 3 ครั้งในระยะเวลา 4-5 เดือน ได้ค่าจ้างในการส่งครั้งละ 2 แสนบาท ไม่มีอาชีพอะไรนอกจากส่งยาเสพติด และยังเคยถูกจับในคดีรับซื้อของโจรมาแล้ว
        อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับทาง ป.ป.ส.ประสานข้อมูลเพื่อทำการขยายผล พร้อมทั้งแจ้งในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า, ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และนำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วู้ดดี้เกิดมาคุย 1-5 เก่ง การุณ คืนวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. 54


วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จดหมายทักษิณยุติเรื่องรัฐบาลจะออกกฎหมาย พรฏ.อภัยโทษ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าของวันนี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ พรรคเพื่อไทย ได้มีการเผยแพร่จดหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนตัว โดยจดหมายดังกล่าวเขียนขึ้นด้วยลายมือ โดยมีข้อความว่า " ที่ดูไบ สหรัฐ อาหรับอิไมเรตส์ พฤศจิกายน 2554 พี่น้องไทยที่เคารพรัก เนื่องด้วยขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม ผมเป็นห่วงและต้องการให้ประเทศและพี่น้องประชาชนผ่านพ้นวิกฤตโดยเร็ว ซึ่งต้องการความสามัคคีปรองดองในชาติ จึงจะร่วมกันฝ่าฟันภัยธรรมชาติในครั้งนี้ได้ ผมขอสนับสนุนทุกมาตรการที่จะนำไปสู่ความปรองดองในชาติ และไม่อยากเห็นความพยายามใดที่จะทำให้บรรยากาศนี้เสียหาย และผมพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวทั้งๆที่ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมมากว่า 5 ปีแล้ว เพื่อพี่น้องประชาชนผมจะอดทน"
"จากการเสนอพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษประจำปีซึ่งปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ คบ 84 ปี จึงมีข่าวว่าอาจจะมีผมรวมอยู่ด้วย ผมมั่นใจในหลักการที่ว่ารัฐบาลจะไม่ทำการใดๆที่ให้ประโยชน์แก่ผมหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ยิ่งกว่านั้นการกระทำใดๆในช่วงนี้ต้องเป็นไปเพื่อนำประเทศสู่ความปรองดองและฟันฝ่าวิกฤตจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมใหญ่เท่านั้น"

"อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระประชวรอยู่ เราต้องไม่ทำให้พระองค์ทรงหนักพระราชหฤทัย เป็นอันขาดและผมก็มั่นใจว่าท่านนายกฯของเรามีแนวคิดและความตั้งใจเช่นเดียวกับผม"
"สำหรับพี่น้องที่สนับสนุนผม ห่วงใยผมก็ขออย่าได้ผิดหวัง เพราะเมื่อแสงแห่งธรรมปรากฏทุกอย่างจะจบเอง เพราะบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะขัดแย้งอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้"
"ท้ายนี้ ผมขอเรียกร้องทุกฝ่ายที่รักชาติบ้านเมืองจริง ต้องรู้จักคำว่า "Forgive and Forget" คือรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ลืมเรื่องเก่าๆเข้าสู่มิติใหม่ของวันพรุ่งนี้ เพื่อบ้านเมืองและลูกหลานเราครับ ด้วยความรักและคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" 
นอกจากมีการเผยแพร่จดหมายฉบับภาษาไทยซึ่งเขียนด้วยลายมือแล้ว ยังมีการแผยแพี่จดหมายฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นตัวพิมพ์ด้วย