วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ป.ป.ส.ประมูลขายทรัพย์สินที่ยึดได้จากพ่อค้ายาเสพติด



      วันนี้ (4 ก.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. นายณรงค์ รัตนานุกูล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการขายทอดตลาดทรัพย์สินคดียาเสพติด ครั้งที่ 2 ที่บริเวณสำนักงาน ป.ป.ส. ถนนดินแดง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท โดยมีทรัพย์สินจำนวนมากที่เปิดให้ทำการประมูล เช่น รถยนต์ จักรยานยนต์ ทองรูปพรรณ พระเครื่องจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 376 รายการ มูลค่ากว่า 48 ล้านบาท
      
       นายณรงค์กล่าวว่า ทรัพย์สินที่นำออกมาประมูลในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีและไม่เหมาะสมกับการเก็บรักษา ประกอบไปด้วยรถยนต์ จำนวน 69 คัน จักรยานยนต์ 43 คัน เจ็ตสกี 1 ลำ และรังนกนางแอ่น หนัก 1 กิโลกรัม รวมมูลค่า 22 ล้านบาท และทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประกอบด้วยทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ เครื่องประดับ อัญมณีและวัตถุมงคล รวม 262 รายการ มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น ถ้าสิ่งไหนที่ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ก็จะนำออกมาขายทอดตลาด ขณะนี้ทรัพย์สินส่วนนี้มีมูลค่าถึง 1,100 ล้านบาทแล้ว โดยเงินที่ได้จากการประมูลทรัพย์สินเหล่านี้จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพ ติดต่อไป
      
       “มาตรการการขายทอดตลาดทรัพย์สินคดียาเสพติด ถือเป็นขั้นตอนหลักในกระบวนการยึดทรัพย์สิน เป็นมาตรการที่ใช้ในการตัดวงจรการค้ายาเสพติด และนำทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สำหรับทรัพย์สินที่นำมาขายทอดตลาดในครั้งนี้มาจากคดีสำคัญ 2 คดี ได้แก่ คดีของนายณัฐวุฒิ ขารกิจเจริญ เป็นคดีตั้งแต่ปี 2539 ก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนฯจำนวน 220 รายการ มูลค่าประมาณ 37 ล้านบาท และคดีนายจุมพลหรือทอง สังวรดี จำนวน 106 รายการ มูลค่า 10 ล้านบาท” นายณรงค์กล่าว
      
       สำหรับบรรยากาศในการประมูลเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยรายการประมูลแรก เป็นรังนกนางแอ่น น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคาเปิดประมูลเริ่มต้นที่ 15,000 บาท ก่อนที่จะสู้ราคาประมูลกัน จนจบลงที่ราคา 52,000 บาท หลังจากนั้นก็เป็นการประมูลรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคัมรี่ สีขาว ระบบไฮบริด เลขทะเบียน ฎว 4062 กรุงเทพฯ ราคาเริ่มต้นที่ 990,000 บาท ก่อนจะมีคนประมูลได้ที่ราคา 1,162,000 บาท จากนั้นจึงเริ่มเปิดให้มีการประมูลทองคำ อัญมณี และพระเครื่องต่อไป

ชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่


 ชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ โชว์ผลงานจับกุมสองผู้ต้องหาคดียาเสพติด พร้อมของกลางยาไอซ์ 70 กรัม ยาบ้าอีก 100 เม็ด เผย หนึ่งในสองผู้ต้องหาเป็นพเอเย่นต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ หลังตำรวจติดตามจับกุมตัวมานาน เหตุผู้เสพรายย่อยหลายรายที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ให้การซัดทอดและกำลังอยู่ ระหว่างขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสงขลา สุดท้ายถูกจับได้ก่อนออกหมายจับ
เมื่อเวลา 22.30 น.วันที่ 4 ก.ย.54 ที่ห้องงานชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พ.ต.อ.จิระวัฒน์ พยุงธรรม ผกก.สภ.หาดใหญ่ พร้อมด้วย พ.ต.ท.กิตติชัย สังขถาวร รอง ผกก.ปป.สภ.หาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ ได้นำตัวนายอับดลร่อศักดิ์ หรือบังบอ หวังยีเส็น อายุ 37 ปี และนายสุริยา หรืออ้วน เบ็ญสลามัน อายุ 36 ปี สองผู้ต้องหาต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน 70 จี(70กรัม) ยาบ้าอีกจำนวน 100 เม็ด มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท หลังถูกจับกุมตัวได้เมื่อช่วงค่ำวันเดียวกันที่ผ่านมา ที่บ้านเลขที่ 16 หมู่บ้านฉัตรทอง ม.1 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่านายอับดลร่อศักดิ์ เป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัวมาดำเนินดคีอยู่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้เสพรายย่อยจำนวนหลายราย
จากการสอบสวนทางผู้เสพรายย่อยดังกล่าวได้ให้การซัดทอดว่าซื้อยาเสพติดจากนาย อับดลร่อศักดิ์ ทำให้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสงขลา แต่ยังไม่ทันได้ยื่นขออนุมัติหมายจับจากศาล ทางเจ้าหน้าที่สามารถวางแผนจับกุมตัวได้เสียก่อน โดยจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้คำรับสารภาพว่าได้จำหน่ายยาเสพติดมานานเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว โดยซื้อยาไอซ์มาในราคาจีละ 2,500 บาท และจำหน่ายในราคาจีละ 3,000 บาท
พ.ต.อ.จิระวัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการจับกุมดังกล่าวเป็นนโยบายจากทาง พล.ต.ท.วีระยุทธ สิทธิมาลิก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบอย่าง จริงจัง เนื่องจากเป็นภัยสังคมที่ต้องปราบปรามและแก้ไขเร่งด่วน 





ตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาบ้ารายใหญ่พร้อมยึดของกลาง แท่นปั้มยาบ้า และอุปกรณ์ผลิตยาบ้ารวม 33 รายการ

ของกลางจำนวน 33 รายการ ประกอบด้วยเครื่องแท่นปั้มยา 1 เครื่อง ยาบ้า 800 เม็ด ผงเคมียาบ้า น้ำยาสารตั้งต้น 3 ขวด เครื่อชั่ง ตู้อบไฟฟ้า ครกหิน ชาม กาละมัง พลาสติกขนาดเล็กสำหรับบรรจุยาบ้า รวมไปถึงรถยนต์และอุปกรณ์การผลิตยาบ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนภูธรภาค 1 และเจ้าหน้าที่ปปส.ภาค 1 ยึดได้ที่บ้านเลขที่ 27/8 อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมกับ นายสมจริง เสยยงคะ หรือ จริง วัย 53 ปี ผู้ต้องหาชาวจังหวัดมหาสารคาม หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนพบความเคลื่อนไหวของเครือข่ายค้ายาบ้ารายใหญ่ที่เคลื่อนย้ายแหล่งผลิตยาบ้าเข้ามาอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี

จากการสอบสวนนายสมจริง ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นลูกน้องของกำนันและเครือข่ายผู้ค้ายาบ้ารายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและนครปฐม ซึ่งเป็นนายทุนให้เงินสนับสนุนการผลิตยาบ้า โดยเช่าบ้านดังกล่าว ปั้มยาบ้าจำหน่ายให้กับลูกค้า โดยมีหน้าที่ผสมสารตั้งต้นปั้มยาบ้า บรรจุใส่ถุงพลาสติก เพื่อลำเลียงส่งให้กับพ่อค้าและลูกค้ารายใหญ่ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ นานกว่า 2 เดือนเศษ

จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลนำหมายค้นศาลจังหวัดราชบุรีและ ศาลจังหวัดนครปฐมเข้าตรวจค้นเป้าหมายตามที่นายสมจริงให้การถึง 4 จุด คือ 1.บ้านพักของนายฐานุพงษ์ ตำบลพิกุลทอง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แต่ไม่พบตัว 2. ตรวจค้นเต็นท์รถที่ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ยึดและอายัดตู้เซฟขนาดใหญ่ 1 ตู้ น้ำยาเร่งปฏิกิริยาแช่ในตู้เย็น 4 ขวดเล็ก และรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ อีก 31 คัน 3.ตรวจค้นฟาร์มวัว ตำบลดอนตาย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อายัดทรัพย์สินเป็นวัวเนื้อและวัวนม 98 ตัว 4.ตรวจค้นบ้านพักกำนันตำบลถนนขาด อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ไม่พบตัวตัว ทั้งนี้ได้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ทั้งหมดมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ยังไม่รวมบัญชีเงินสด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันผลิตยาบ้าและมีไว้ซึ่งยาเสพติด ให้โทษประเภทหนึ่งในครอบครองเพื่อจำหน่าย สำหรับนายฐานุพงษ์และกำนันเกรียงไกร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดนครปฐมและจังหวัดนนทบุรี เพื่อเร่งติดตามนำตัวมาดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปถึงติดตามยึดทรัพย์สินของขบวนการเครือข่ายนี้ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

โคราชแจกแท็บเล็ต 120 เครื่อง นำร่อง 6 ร.ร. สนองนโยบายรัฐ




 วันที่  2 ก.ย. ที่ จ.นครราชสีมา นายสุรวุฒิเชิดชัย นายกเทศบาลนคร นครราชสีมา กล่าวภายหลังเสร็จภารกิจการการเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมการพัฒนาทางวิชาการ กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่11 “การจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด ” โดยมีบุคลากรของสถานศึกษาที่สังกัดสำนักงานเทศบาลในเขตนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์ ) จำนวน 150 คน เข้าร่วมกิจกรรม ว่าคณะผู้บริหารเทศบาลนคร ฯ ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อสนองนโยบายการศึกษาของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี แท็บเล็ตมาประยุกต์ใช้ในการเรียน การสอน โดยจะเริ่มแจกแท็บเล็ต จำนวน 120เครื่อง ให้กับโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนคร ฯ ทั้งหมด 6 แห่ง ในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2554  การแจกแท็บเล็ตนั้นไม่ได้แจกให้กับเด็กนักเรียนโดยตรง เพื่อป้องกันเด็กนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยจะแจกให้กับโรงเรียนๆ ละ 20 เครื่อง เพื่อให้บุคลากรตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงระดับครูผู้สอน และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแทปเล็ต ก่อนที่จะนำไปสอนให้กับนักเรียนต่อไป
  คณะผู้บริหาร เล็งเห็น ประโยชน์ของแท็บเล็ต เสมือนห้องคอมพิวเตอร์ที่เด็ก ๆ อาจจะเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลขึ้นไปจะต้องเรียนรู้และต้องศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในยุคปัจจุบันนี้และในอนาคตเราอาจจะได้สอนเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาลเขียน ก.ไก่บนแท็บเล็ตนี้เลยก็ได้หรือระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถคิดคำนวณสูตรเคมี และเขียนสูตรเคมีบนแท็บเล็ตนี้ได้ แต่จะต้องมีการพัฒนาซอฟแวร์หรือโปรแกรมก่อน นอกจากนี้ครูผู้สอนยังสามารถดาวน์โหลดหนังสือหรือใช้แท็บเล็ตเป็นสื่อการเรียนการสอนอีกทางหนึ่งที่จะให้เด็กนักเรียนสามารถเรียนรู้และศึกษาเนื้อหาความรู้ในรายวิชาต่างๆ







ปิดทองทะเบียนรถถูกจับปรับ

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจจราจรท้องที่แถวฝั่งธนฯ  เช่น เชิงสะพานพระราม 7 บริเวณก่อนถึงหน้าวัดวิมุตยาราม ซอยจรัญสนิทวงศ์  96/3 ได้ทำการตรวจรถยนต์ส่วนบุคคล และ รถแท็กซี่ ที่ติดทองที่แผ่นป้ายทะเบียนและปิดทองทับหมายเลขทะเบียน

คนขับแท็กซี่รายหนึ่งได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ถูกตำรวจได้เรียกรถให้หยุด และขอดูใบขับขี่ พร้อมกับแจ้งเตือน ว่า ที่เรียกเพราะแท็กซี่ของตนป้ายทะเบียนรถปิดทอง ขอให้ไปลบออก เนื่องจากผิดกฎหมายทำให้มองเลขทะเบียนไม่ชัด โดยเจ้าหน้าที่ได้บันทึกเลขทะเบียนไว้ หากพบอีกครั้งจะมีโทษปรับ 300 บาท

คนขับแท็กซี่รายนี้ยังกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังให้เหตุผลอีกว่า เพื่อเป็นการช่วยกันป้องกันอาชญากรรมในช่วงกลางคืน เพราะกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วไม่สามารถระบุเลขทะเบียนรถได้ชัดเจน อีกทั้งเพื่อเป็นการป้องกันการโจรกรรมรถได้อีกทาง  เพราะบางคันปิดจนมองไม่ออกว่าเป็นเลขอะไร  ซึ่งตนเองก็เข้าใจและก็รับได้แต่ก็ต้องขอไปหา(หลวงพ่อ)ก่อน พระที่ทำพิธีปิดทองเลขทะเบียน ก็เพื่อเป็นสิริมงคลกับการขับขี่รถ เพราะถ้าไปลบเองก็ไม่กล้า ไม่ลบก็ไม่ได้ก็ผิดกฎหมายอีก  แต่ตำรวจก็ไม่ได้บอกว่าจะเริ่มจับ-ปรับเมื่อใด
นายเทียนโชติ จงพีร์เพียร  อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า การดัดแปลงป้ายทะเบียนรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ถือว่าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการดัดแปลง จนทำให้ตัวเลขหรือตัวอักษร ผิดแปลกไปจากกเดิม เช่น การติดทอง การติดสติ๊กเกอร์ การพ่นสีทับตัวเลข เนื่องจากจะทำให้ผู้พบเห็นสับสนตัวเลข หากรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ กระทำผิดกฎหมาย จะทำให้ไม่สามารถติดตามผู้กระทำผิดได้ ส่วนการติดสติ๊กเกอร์รูปต่าง ๆ บนพื้นที่ขาว ในป้าย ก็ต้องดูว่าเจตนา ติดเพื่ออะไร ถ้าติดจนให้คนอื่นสับสนตัวเลข ก็ถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน แต่ถ้าติดเพื่อความสวยงาม ก็พอได้ ซึ่งหากกรมฯ ตรวจพบว่าดัดแปลงตัวเลข เมื่อนำรถยนต์มาตรวจสภาพ จะให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ถูกต้องทันที.

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

พลันที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทยออกมาแฉเรื่องบ่อนกลางกรุง กลางที่ประชุมรัฐสภาในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เล่นเอาวงการสีกากีป่วนกันอย่างถ้วนหน้า เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า แม้ของแบบนี้จะมีอยู่คู่กับกรุงเทพมหานครมาตั้งยุคไหน ตามนิสัยรักการพนันของคนไทย แต่ที่ผ่านมา ปัญหาก็ถูกซุกอยู่ใต้พรมมาโดยตลอด ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาพูด เพราะนอกจากจะมีอิทธิพลมืดหนุนหลังแล้ว ทำให้ใครหน้าไหน ก็ไม่สามารถกระชากความเสื่อมโทรมนี้ให้ออกจากสังคมไทยไปได้ ดีไม่ดีอาจเจอพิษไข้โป้งจ่อสมองเอาง่ายๆ
    
       เพราะ ‘เศรษฐกิจการพนัน’ ที่อยู่โลกมืดถูกผันให้เป็นเม็ดเงินใต้ดินนั้น เป็นท่อน้ำเลี้ยงที่สำคัญในวงการสีกากีมาตลอดทุกยุคสมัย จึงไม่เรื่องแปลกเลยว่า ทำไมที่ผ่านมา ภาพที่เห็นจึงไม่พ้น ออกข่าวทีหนึ่งก็ไปปิดทีหนึ่ง อย่างที่ครั้งหนึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เคยตื่นตูมในการจับตู้ม้าก่อนที่กระแสจะหายไป เพราะไม่ค่อยได้ความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องเท่าใดนัก
       เพราะฉะนั้นการแฉครั้งนี้ (ไม่ว่าจะมีวาระซ่อนเร้นหรือเปล่า) จึงถือเป็นการตบหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบเห็นๆ และยังนับฤกษ์ดีที่เรื่องที่ถูกซุกซ่อนไว้ตลอด อย่างเรื่องบ่อนจะถูกนำมาพูดคุยบนเวทีของสังคมไทยแบบจริงๆ เสียที
    
       บ่อนแบบไทย สนุกได้แบบวาไรตี้
       แต่อย่างว่า เพื่อให้ภาพแบบชัดๆ ของรูปแบบบ่อนการพนันกับสังคมไทยว่า มันช่างเชื่อมโยงกันมานานแสนนาน คงจะต้องอธิบายภาพกันแบบละเอียดเสียก่อนว่า แท้ที่จริงแล้วในประเทศไทย เขามีวิธีการและรูปแบบที่แตกต่างกันเช่นใดบ้าง และจากพูดคุยกับ ศักดา (นามสมมติ) นักพนันมือสมัครเล่นคนหนึ่งก็ได้รับคำอธิบายว่า
    
       “บ่อนแบบแรกๆ ที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กเป็นพวกบ่อนไพ่ขนาดเล็กที่มีแต่การเล่นไพ่อย่างเดียว เล่นตั้งแต่ไพ่ป๊อก, รัมมี่, เก้าเก และอีกหลายแบบ ส่วนใหญ่เป็นนักพนันมือสมัครเล่น เสียมากสุดแค่หลักพัน พอโตขึ้นมาก็มีโอกาสไปบ่อนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ แบบถาวรเลย เขาว่ามีเป็นสิบบ่อนเลย”
    
       เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ง่ายๆ ว่า ลักษณะของบ่อนในสังคมจึงแบ่งได้ออกเป็น 2 รูปแบบชัดเจน คือบ่อนขนาดเล็กหรือขนาดย่อม ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า ‘บ่อนชาวบ้าน’ กับบ่อนที่ทำเป็นธุรกิจจริงๆ ซึ่งเป็นบ่อนขนาดใหญ่แบบ ‘บ่อนกาสิโน’ โดยแต่ละชนิดยังสามารถแบ่งออกเป็นย่อยๆ ลงไปได้อีก
    
       - บ่อนชาวบ้าน บ่อนแบบนี้ถือเป็นบ่อนที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด เพราะทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องอาศัยทุนทรัพย์มากมาย โดยขนาดนั้นก็คืออยู่กับว่ามีสมาชิก และเพื่อนร่วมทีมมากแค่ไหน ตัวอย่างที่เห็นชัด ก็เช่น
    
       1. 'บ่อนในครอบครัว' ซึ่งคนเล่นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนบ้านใกล้เรียงเคียงนี่แหละ โดยอาจจะตั้งวงไพ่ในบ้านของสมาชิกคนใดคนหนึ่ง หรือแม้แต่งานศพ (อ้างว่าหากิจกรรมทำยามต้องเฝ้าศพ) โดยถือหลักว่า ทำยังไงก็ได้ให้ไกลหูไกลตาตำรวจมากที่สุด (เพราะส่วนใหญ่บ่อนพวกนี้ไม่มีอิทธิพลหนุนหลัง) และที่สำคัญต้องมีคนคอยดูต้นทาง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกๆ หลานๆ นี่แหละ และเมื่อได้รับการส่งสัญญาณว่า มีตำรวจมา บรรดาผีพนันทั้งหลายก็ต้องรีบซุกซ่อนอุปกรณ์ให้ดี แต่ถ้าไม่ทันก็เหมือนก็จงทำตัวให้เหมือนในละครเปี๊ยบๆ เลย นั่นคือ โกยเถอะโยม!
    
       2. 'บ่อนสัตว์' นับว่าภูมิปัญญาในการหาความสนุกของชาวบ้านไทยโดยแท้ ที่จะนับบรรดาสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาแข่งขันประลองฝีมือกัน ที่คุ้นๆ เช่น ชนไก่ กัดปลา แข่งวัว ชนวัว ซึ่งบ่อนพวกนี้มักจะมีกฎหมายรองรับ พูดง่ายๆ คือทำได้ถ้าขออนุญาตถูกต้อง แต่ทั้งนี้มีอีกไม่น้อยที่ไม่ยอมขออนุญาต หรือนำสัตว์อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือกฎหมายเช่นสุนัข เป็นต้น
    
       - บ่อนใหญ่ที่ทำธุรกิจบ่อนแบบจริงจัง เรื่องนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของการพนันก็ไม่ผิด เพราะเมื่อมีเรื่องเงินๆ ทองๆ มาเกี่ยวข้อง กำไรรายได้ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนแสวงหา ที่สำคัญต้องยอมรับว่านี่คือผลพวงของช่องว่างที่ธุรกิจมืดนี้ยังเป็นเรื่อง ผิดกฎหมายอยู่ ก็เลยทำให้มีบ่อนแบบนี้เกิดขึ้นเต็มไปหมด แถมมีหลายรูปแบบ เช่น 1. 'บ่อนวิ่ง' เป็นบ่อนที่มีอยู่มากทั้งตามงานวัด หรือบางที่เป็นการเช่าพื้นที่ตามแหล่งชุมชนเพื่อเปิดเป็นบ่อนแบบง่ายๆ ไปจนถึง การเล่น ไฮโล กำถั่ว โดยจะมีชิงช้า ม้าหมุน ปาลูกโป่งเป็นเซ็ตที่แถมมาด้วย ดังนั้นนักพนันหน้าใหม่จึงเกิดขึ้นมากกับบ่อนลักษณะนี้ ด้วยเกมการเล่นเร้าใจ ได้เงินง่าย บ่อนวิ่งยังรวมไปถึงการที่มีเจ้ามือไปเปิดโต๊ะตามแหล่งต่างๆ เป็นการชั่วคราวโดยไม่มีมหรสพเข้ามาร่วมด้วยก็มี เช่น มีโต๊ะไฮโลโต๊ะเดียวมาเปิดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะหมุนไปลงพื้นที่อื่นๆบ้าง
    
       2. 'บ่อนกาสิโน' มีลักษณะเป็นหลักเป็นแหล่งถาวร แต่อาจถูกทุบทำลายได้หากเปิดไปสักระยะหนึ่ง ส่วนใหญ่ ประมาณ 2-3 ปี ก็จะเปลี่ยนสถานที่ใหม่ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากตำรวจนอกพื้นที่ จะมีขนาดตั้งแต่โต๊ะเดียว ตู้ม้าสองสามเครื่องหลังร้านขายของชำ ไปจนถึงเป็นร้อยโต๊ะ หลากหลายประเภทพนันรวมอยู่ด้วยกัน ทั้งไพ่ป๊อก8 - 9 บาคาร่า กำถั่ว ไฮโล ตู้ม้า สล็อตแมทชีน รูเล็ตต์ แบล็กแจ็ก ฯลฯ โดยบ่อนลักษณะนี้จะมีเงินสะพัดมากที่สุด และมีการเปิดเป็นสาขาย่อยตามพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขว้างอีกด้วย โดยส่วนใหญ่บ่อนกาสิโนจะมีเจ้าของเงินทุนเป็นคนเดียว แต่มีเส้นสายที่ใหญ่มาก ปัจจุบันยังมีอ็อปชั่นเสริมโดยการเปิดให้เล่นออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตจาก กาสิโนอีกด้วย
    
       3. 'บ่อนลอยฟ้า' เป็นการเรียกตามลักษณะการเล่นบนที่สูง เพราะบ่อนลอยฟ้าจะเล่นกันบนคอนโดมิเนียม อาจจะเป็นบ่อนขนาดเล็กๆ มีโต๊ะพนันไม่กี่โต๊ะไปจนถึง บ่อนขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องเล่นแบบเดียวกับกาสิโน บางแห่งก็เป็นของไฮซ้อไฮโซ บางแห่งก็เป็นบ่อนแขนงของกาสิโนใหญ่อีกที
    
       ตั้งบ่อนยังไงให้รอดตัว
       เห็นรูปแบบและสไตล์ของบ่อนในเมืองไทยกันแบบชัดๆ ไปแล้ว คราวนี้ก็มีถึงกลวิธีในการตั้งบ่อนกันบ้าง โดยเฉพาะบ่อนธุรกิจ เพราะอย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า ตอนนี้ถึงของแบบนี้ยังถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ดังนั้นกว่าที่จะเป็นบ่อนจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเย็นและต้องมีตัวช่วยเต็ม ไปหมด โดยสิ่งที่จำเป็นสุดที่ต้องเจ้าของต้องมีก็คือ
    
       1. เงิน นี่แหละคือพื้นฐานสำคัญของผู้ที่คิดการใหญ่จะเป็นเจ้าพ่อ หากไร้เงินมีหรือใครจะไปกลัว เพราะฉะนั้น เงินจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญสุดๆ เพราะไหนจะมีไว้จ่ายให้บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ยังต้องมีค่าบริหารภายในอีกต่างหาก ที่สำคัญก็ธุรกิจนี้ เขาเรียกกันว่าเป็น ธุรกิจเงินหมุน ดังนั้นจึงต้องมีเงินสำรองเตรียมไว้ให้พร้อม เผื่อช่วงที่เจ้าเสียจะได้มีเงินสำรองจ่ายลูกค้าได้ครบ จะได้ไม่เสียหน้า หรือเสียเครดิตได้
    
       2. สถานที่ เมื่อมีเงินก็ต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพื่อให้ผู้คนเขาจะมาแวะเวียนกันถูก โดยว่ากันว่าบ่อนส่วนใหญ่นั้นมักจะผุดขึ้นตามที่อโคจรต่างๆ ที่มีคนพลุกพล่านทั้งใกล้ๆ สถานเริงรมย์ ไปจนถึงพื้นที่ใกล้ๆ ตลาดสด หรือเอาง่ายๆ หาพื้นที่ติดกับถนนใหญ่ไปเลย เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางของลูกค้า ซึ่งความกว้างใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณงบค่าเช่าในมือ ร่วมไปถึงความเหมาะสมของปริมาณลูกค้าที่จะเข้ามารับบริการด้วย
    
       3. เส้นสาย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ เพราะธุรกิจแบบนี้มันช่างสุ่มเสี่ยงกฎหมายซะจริงๆ ดังนั้นหากไม่มีแบ็กคอยหนุนหลัง รับรองว่าจะต้องถูกบรรดาขาโจ๋แห่งโรงพักกวาดล้างเอาผลงานเป็นแน่นอน ดังนั้นการเจริญสัมพันธไมตรีก่อนถือว่าไม่ผิด และยิ่งมีคนหนุนหลังช่วยเหลือตำแหน่งสูงเท่าใด ก็ยิ่งเป็นหลักประกันได้ว่า งานนี้ไม่มีวันตายอย่างแน่นอน
    
       4. อุปกรณ์ ความหลากหลายในการเล่นนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งหากจะเปิดเป็นบ่อยใหญ่ด้วยแล้ว จะให้มาตีดัมมี่อย่างเดียว ก็คงกะไรอยู่ ดังนั้นเพื่อความเป็นสากลของบ่อนไทย ทุกวันนี้หลายแห่งจึงเริ่มนำเข้าอุปกรณ์มากหน้าหลายตามาบรรณาการผู้เล่นกัน อย่างสุดฤทธิ์ ทั้งโต๊ะไฮโล โต๊ะไพ่ รูเล็ตต์ สล็อตแมชชิน ตู้ม้า ฯลฯ แต่สิ่งหนึ่งสำคัญและขาดไม่ได้สุดๆ ก็คือ กล้องวงจรปิด เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า คนที่เข้าในบ่อนนั้นเสือ สิงห์ กระทิง แรดขนาดไหน เพราะฉะนั้นถ้าไม่จับตาดูให้ดี มีสิทธิ์ถูกโกงเอาได้ง่าย
    
       5. บุคลากร แม้บ่อนไทยจะเกลียดคนโกงเป็นที่สุด แต่เรื่องนี้มีข้อยกเว้นสำหรับตัวเจ้ามือเอง เพราะถ้าไม่ทำจะรวยได้เหรอ เพราะฉะนั้นทางบ่อนจะมีการฝึกคนเป็นพิเศษในการทำหน้าที่ต่างๆ เพื่อให้สามารถโกยเงินเข้ากระเป๋าเจ้าของกิจการให้ได้มากที่สุด

สธ.แฉ พบใช้พื้นที่ทหารจัดคอนเสิร์ตขายเหล้า ยันพื้นที่กองทัพเป็นพื้นที่ราชการ ขณะคดีคอนเสิร์ตคาราบาว เตรียมทยอยแจ้งความต้นเดือน ก.ย.นี้

วานนี้ (31 ส.ค.) นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา พบว่า มีการใช้สถานที่ของทางกองทัพจัดคอนเสิร์ต และมีการโฆษณา รวมทั้งจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันมากขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้วการกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิด เนื่องจากสถานที่ของกองทัพย่อมถือว่าเป็นสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว และเพื่อเป็นการขอความร่วมมือไปยังกองทัพอย่างเป็นทางการ ทาง สำนักงานจึงเตรียมที่จะให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กับทางกองทัพทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้บัญชาการของกองทัพเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อไป นพ.สมาน กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ทางสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ กับกรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนจากสถานีตำรวจนครบาลทุกสถานี และตัวแทนจาก ผอ.สำนักงานเขต ทุกเขต มาร่วมในการลงนาม และหลังจากนี้ จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวกับทางเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่เป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และจะถือเป็นพื้นที่สุดท้ายแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ไปยังแต่ละจังหวัดทั่วประเทศแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของคดีคอนเสิร์ตคาราบาวเป็นอย่างไร นพ.สมานตอบว่า หลังจากที่ทางสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้เชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ข้อมูลประกอบสำนวนแล้ว ประมาณต้นเดือน ก.ย.ทางสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทยอยเข้าแจ้งความยังสถานีตำรวจในพื้นที่ต่างๆ ที่มีข้อมูลการจัดคอนเสิร์ตดังกล่าวแล้วทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อไป